posted on 28 Jul 2009 15:00 by nooaomjaaha
วันนี้ยังไม่เขียนหรอกนะคะ...เคยคิดเรื่องนี้ไว้คร่าวๆ แต่ยังไม่มีโอกาส ได้เขียนลงไป...ช่วงนี้ก้อเริ่มสอบแล้ว ว ว แต่ยังสอบไม่เสดเลย ย ย ... เหลืออีกตั้ง 4 ตัว แน่ เฮ้อ!! ชีวิตช่วงสอบนี่ มันช่าง น่า"..." น่าหลงใหล จิงๆ อิอิ แต่คงอีกไม่นานนี้แหละคร้า...เพราะตอนนี้ อยากเขียนมากกกกกกกกกกกกกก จิงๆ นะ... แบบว่าไม่เคยเป็นมาก่อน น น อิอิ ....
เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนไป หรือเปลี่ยนใจ คุณ ๆ คิดว่าเหมือนกันมั๊ย! ถ้าเหมือน เหมือนตรงไหน? และถ้ามันต่าง ต่างตรงไหน?? คิดๆ ไว้ในใจนะ แล้วเราค่อยมาหาคำตอบกัน...
แล้วเจอกัน คร้า...ฮะ ฮ๊ะ ฮ๊า ๆ ๆ ๆ ...
posted on 15 Jul 2009 18:14 by nooaomjaaha
ในชีวิตประจำวันของทุก ๆ คน ช้านเชื่อว่า เราต้องมีกิจวัตรประจำวันเป็นของตัวเอง อย่างแน่นอน เช่น ติ่นนอนตอนเช้า สิ่งที่เราทำเป็นประจำ ก็คือ ล้างหน้า แปรงฟัน เป็นต้น หลังจากนั้น เราจึงแต่งตัวเพื่อออกไปเรียนหรือทำงาน อันนี้แล้วแต่ หน้าที่ของแต่ละคน แต่สิ่งหนึ่งที่เราขาดไม่ได้อย่างแน่นอน ก่อนที่เราจะออกไปพบปะ ผู้คนมากมาย นั่นคือ "การส่องกระจก"
ช้านเป็นคนหนึ่งที่ชอบส่องกระจกมาก ๆ คนหนึ่งก็ว่าได้คะ...ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องส่องกระจกบ่อยๆ คงเพราะว่าช้านอยากเห็นรูปร่างหน้าตาของตัวเองและคิดว่าเมื่อส่องกระจกแล้วมันทำให้เกิดความมั่นใจขึ้น มีบางคนเขาบอกกับดิฉันว่า "การส่องกระจกมันสะท้อนถึงสิ่งที่เป็นเรามากที่สุด" แต่ก็มีบางคนบอกกับดิฉันเช่นกันว่า "กระจกเป็นสิ่งหลอกลวง" แล้วไงหล่ะ เกิดข้อขัดแย้งกันอีกจนได้ อ้าว! ทำไมหล่ะ? ทำไมความคิดเห็นของแต่ละคนไม่ตรงกันน่ะ? สงสัยใช่ไหม? ไม่แปลกหรอกคะ เพราะช้านก็เป็นคนหนึ่งที่สงสัยในเรื่องนี้เหมือนกัน
การส่องกระจกมันสะท้อนความเป็นเราได้ดีที่สุด หลายต่อหลายคนก็เคยคิดเช่นนี้ ใช่ไหม? ช้านก็เป็นคนหนึ่งที่เคยมีความคิดแบบนี้ ทำไมหน่ะเหรอ? เราเคยคิดไหมว่า ตั้งแต่เมื่อเราได้ลืมตามองดูโลก เราบอกว่าโลกมันสดใส เรามองเห็นคนรอบข้าง และต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ชีวิตเป็นของเรา เรารับรู้และมองเห็นตัวเราได้ดีกว่าใคร ๆ เพราะว่าตัวเราอยู่ใกล้ชิดกับตัวเราเองตลอดเวลา และการมองเห็นสิ่งเหล่านี้ เราใช้อวัยวะส่วนไหนในการมองเห็น? ...คะ ถูกต้อง ! "ตา" ตาทั้ง 2 ข้างของเราใช่ไหม? แต่เราเคยเอ๊ะใจบ้างไหม? ว่า เราไม่สามารถใช้ตาทั้ง 2 ข้างมองตัวเองได้ แม้แต่ครั้งเดียว จริงไหม? นั่นคงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราต้องใช้ตัวช่วย นั่นคือ "กระจกเงา" ดังนั้น กระจกมันน่าจะสะท้อนความเป็นเราได้ดีที่สุด
แต่ทำไมในทางกลับกันที่มีหลายต่อหลายคน บอกว่า กระจกเป็นสิ่งหลอกลวงหรือลวงตา หล่ะ? จากการที่ช้านชอบส่องกระจกมาก เมื่อส่องกระจกบานหนึ่ง สิ่งที่ช้านเห็นตัวเองในกระจก บางครั้งมันสวยงาม แต่เมื่อมองอีกบานหนึ่ง อ้าว!! ทำไมขี้เหร่ อ้วนไป ผอมไปนะ ดำจัง ดูแล้วรู้สึกถึงความหดหู่ จริง ๆ นะ ทำให้เกิดสงสัย ว่าทำไมนะ? ช้านจึงได้ยืนส่องกระจกนานต่อนาน ขณะที่กำลังมองอยู่นั้นก็ได้เกิดคำถามภายในใจขึ้นว่า " นั่นตัวเรา จริง ๆ หรอ รูปร่างหน้าตา ของตัวช้านเป็นแบบนี้จริง ๆ หรอ (น่ารักเหมือนกันนะเราเนี่ย>>> แอบชมตัวเอง จมูกน่าจะโด่งกว่านี้ อีกนิดนะ>>ติตัวเอง ) " ตอนนั้นช้านเพ้อ ยกใหญ่ แปลกดี เน๊อะ! บ้า ใช่ไหมเนี่ยย แต่...อยากบอกว่า มันคือความจริงที่ทุกคนมองข้ามนะ ไม่เชื่อคุณลองกลับไปทำดูสิ...^_^ จากการที่ทำแบบนี้ ช้านก็เลยอยากถามพวกเราว่า "ใครกันคะ ใครกัน ที่ตอบตัวเราในกระจกเงา " กระจกเงา หรือ ว่า ตัวคุณเอง ฮึ๊
นั่นก็คงเป็นส่วนหนึ่งถึงความแตกต่างระหว่างข้อคิดทั้ง2ที่ว่า กระจกคือภาพสะท้อนที่ดีที่สุด หรือ มันเป็นแค่ภาพลวงตาที่ใช้เพียงหลักการสะท้อนเท่านั้น แต่เชื่อไหม ในโลกนี้มีกระจกบานใหญ่บานหนึ่งอาจเป็นกระจกวิเศษและไม่ใช่ภาพลวงตาอีกต่อไป เพราะคราวนี้หลักการสะท้อนที่ใช้มันทำให้เกิด "ภาพจริง" ทุกประการ สิ่งนั้นคือ ...คนรอบข้าง ไงหล่ะคะ พวกเขาเห็นเรา โดยภาพจริง ไม่เปลี่ยนซ้าย-ขวาเหมือนกระจกเงา และที่สำคัญ พวกเขาเหล่านั้น สามารถถามได้ตอบได้ด้วย (อับดุล เอ๊ย! อิอิ) เห็นไหมหล่ะ?? คนรอบข้างสำคัญไฉน ...แล้ววันนี้ คุณส่องกระจกเหล่านั้นบ้างรึยัง ???
แต่...คนรอบข้างในที่นี้ก้อมีทั้งที่ดี ไว้ใจได้และไว้ใจไม่ได้เช่นกัน ยังไง ๆ แล้วตัวเราเอง ก้อต้องให้ความสำคัญกับตัวเราเองด้วย... อย่าหวังพึ่งพิงแต่คนรอบข้างเพียงอย่างเดียว เชื่อม่ะว่า...ในโลกนี้ไม่ใครที่หวังดีและรักเราจริง ๆ เท่ากับตัวเรารักตัวเราเอง...อันนี้จริงที่สุด
edit @ 15 July 2009 19:20 by ha-ha-hah
posted on 15 Jul 2009 15:42 by nooaomjaaha
ถ้าจะพูดถึงเรื่องคำว่ารักแล้ว หลายคนอาจพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มัน "สวยงาม" แต่ในทางกลับกัน ก้อมีหลายต่อหลายคนพูดแย้งขึ้นว่า มัน "ช่างโหดร้ายนัก" อ้าว! แล้วอย่างไหนกันนะ จะให้ความหมายที่ตรงกับคำคำนี้ที่สุด คำที่ใครใครต่างให้ชื่อว่า "ความรัก"
ในอดีตของฉัน กับคำว่า "รัก" ... ตอนนั้นฉันเคยคิดว่า ความรักคือการได้มาของสิ่งใดใดที่เราต้องการ ไม่ว่ายังไงต้องได้มันมาโดยการครอบครอง โดยวิธีใดก็ได้ โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ถูกต้อง รู้เพียงแค่ จุดมุ่งหมายคือสิ่ง ๆ นั้นเท่านั้น ฉันเคยทุ่มเททำอะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อมันด้วยใจและตั้งใจมาก แต่สิ่งที่ได้รับมีทั้งสมหวังและผิดหวังเสมอ ในทุกครั้งที่ฉันทำสำเร็จ ฉันก็จะภูมิใจกับมันมาก เพราะมันคุ้มค่ากับสิ่งที่ตั้งหน้าตั้งตาคอย แต่ในทางกลับกัน เมื่อต้องผิดหวังหรือเกิดข้อพลาดขึ้น ฉันก็ได้เสียใจและผิดหวังมาก ๆเช่นกัน นั่นเป็นเพราะความเชื่อที่ว่า เมื่อเรามีความพยายามทำอะไรแล้ว ยิ่งเรามีความพยายามมากเท่าไหร่ มันก็จะทำให้เราประสบผลสำเร็จกับสิ่งๆนั้น ไม่ใช่เหรอ? นี่คงเป็นเพียงความคิดในมุมมองหนึ่งของอดีต
เมื่อฉันเติบโตขึ้น ฉันก็ได้ค้นพบกับคำตอบของสิ่งเหล่านั้น ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่อย่างน้อยมันก็คงเข้าใกล้ความเป็นจริงแล้ว จากความเชื่อในบางเรื่องที่ยังไม่เคยผ่านประสบการณ์จริง ๆ ซะที ทำให้ฉันยังคงไม่เข้าใจ กับสิ่งต่าง ๆ ที่พบเจอ และยังคงมีคำถามที่ติดอยู่ภายในใจมาเนิ่นนาน ไหนหล่ะ! "ที่ว่าถ้าเรา มีความพยายามเท่าไหร่ เราจะประสบผลสำเร็จไง" แล้วนี่มันอะไรความผิดหวังมาจากไหน รึว่าเรายังไม่ตั้งใจและมีความมุ่งมั่นที่ไม่เพียงพอ แล้วอะไรคือ คำว่า เพียงพอ หล่ะ? ฉันคอยถามตัวเองตลอดเวลา แต่เมื่อไม่นานนี้ฉันเพิ่งได้เข้าใจมากขึ้น เพราะฉันได้ผ่านเรื่องราวมากมาย ที่ผ่านเข้ามาและผ่านออกไป มีทั้งเรื่องดีดีและแย่ ๆ มันทำให้ฉันคิดได้ว่า ชีวิตมันก้อเป็นแบบนี้แหละนะ ไม่มีอะไร ที่เป็น 100% มันอยู่ที่ว่าเราจะรับเอาสิ่งไหนมาใส่ใจและเลือกสีเติมแต่งให้กับชีวิตเราเอง
เมื่อชีวิตผ่านพ้นวัยเด็กย่างก้าวเข้าวัยรุ่นจนถึงในรั้วมหาลัย อะไร ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย จิตใจ รวมถึงกาลเวลาที่ไม่มีวันหมุนย้อนกลับ (แก่ขึ้นอีกวินาทีแระนะ เรา...อิอิ) สำหรับฉันแล้วร่างกายไม่เปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไหร่ แต่...ถ้าพูดถึงเรื่องความคิดความอ่านของฉันแล้ว รู้สึกว่ามันเปลี่ยนแปลงไปมากเลยทีเดียว นั่นไม่ได้หมายความว่า ฉันเปลี่ยนแปลงความคิดทั้งหมดหรอกนะ แต่ต้องเรียกว่า มันมีมิติ และ หลากหลาย ขึ้น ไม่ได้มองอะไร ๆ ด้านเดียวเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เช่น เวลาจะทำอะไรสักอย่าง ไม่ได้เอาแต่ใจตนเอง แต่จะคิดถึงพ่อแม่ และคนรอบข้างมากขึ้น และคำนึงถึงผลต่าง ๆ ที่ตามมา แต่เชื่อไหมคะ ... บางครั้งการที่เรามีความคิดมากขึ้นหรือมากเกินไป มันก็มีผลเสียตามมาเช่นกัน ก็คือ เราอาจจะเสียโอกาส ในการทำบางสิ่งบางอย่างไป จริงมั๊ย! คะ
ถึงวันนี้แล้วฉันได้เรียนรู้อะไรมากมายจากคำว่า "รัก" ฉันเป็นผู้ที่เคยรักและถูกรักมาแล้ว คุณเชื่อมั๊ย?? การที่มีใครสักคนเค้ารักเราหรือการถูกรักมันเป็นสิ่งที่ดีนะ แต่ที่ดียิ่งไปกว่านั้น นั่นคือการที่คุณ "รัก" รักใครสักคนหนึ่งเป็น มันมีความสุขที่มากเกินกว่านั้น มากเกินคำบรรยายจริง ๆ นะคะ... " สุขจากการได้รับมันน้อยกว่าสุขของการกระทำ เสมอ" วันนี้ฉันตอบตัวเองได้แล้วว่า ความรักในแบบฉบับของฉันมัน สวยงาม นะ... แต่สิ่งที่โหดร้าย เลวร้าย มันไม่ใช่ความรักหรอก แต่ทว่า มันคือ "ความคาดหวัง" ของตัวเราเองต่างหาก ...
ปล. ขอบคุณมากนะที่คุณสละเวลาอันมีค่า มาเพื่ออ่านมัน แต่ฉันเชื่อว่า เมื่อคุณอ่านมันแล้ว คุณจะได้รับสิ่งตอบแทนกลับไปแล้วก้อคุ้มค่ากับเวลาที่คุณเสียไปแน่นอน...sincerely yourS.
edit @ 15 July 2009 15:10 by ha-ha-hah